บทที่ 12 ความรู้สึกหน่วงในอก
ตุลย์ยืนนิ่งงัน คำพูดของเธอเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบทำลายกำแพงน้ำแข็งจนแหลกละเอียด ความเย่อหยิ่งและอีโก้สูงเสียดฟ้าถูกฉีกทึ้งจนไม่เหลือชิ้นดี ดวงตาคมกริบสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม
เขาอยากจะเถียง อยากสรรหาคำพูดเจ็บแสบสาดกลับไป แต่ลำคอกลับตีบตัน ความจริงที่สะท้อนผ่านแววตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้นแทงทะลุความรู้สึก ผู้ชายที่แก้ปัญหาธุรกิจได้ร้อยแปด กลับต้องมายืนเป็นใบ้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ปรางปวีร์สูดลมหายใจเข้าปอดลึก สะกดกลั้นความร้าวรานไม่ให้น้ำตาไหลต่อหน้าผู้ชายคนนี้
“ฉันจะไม่ยอมให้คุณมาดูถูกฉันกับแม่อีกต่อไป” เธอกล่าวเสียงเด็ดขาด “ถ้าทนเห็นหน้าฉันไม่ได้ ก็หันหน้าหนีไปซะ เพราะฉันจะไม่ออกไปจากบ้านหลังนี้ จนกว่าจะเรียนจบและหาเงินมาคืนคุณลุงได้ครบทุกบาททุกสตางค์!”
หญิงสาวตวัดสายตามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัววิ่งออกจากห้องไป ทิ้งให้ตุลย์ยืนนิ่งงันอยู่กับที่
สองเท้าเล็กวิ่งกระหืดกระหอบผ่านโถงระเบียง เป้าหมายเดียวคือหนีไปให้พ้นจากรัศมีคุกคาม แต่ประโยคด่าทอที่กรีดลึกลงกลางใจยังคงดังก้อง
เธอยกมือขึ้นปิดหู พยายามสลัดเสียงนั้นออกไป บานประตูหนีไฟถูกผลักออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง ปรางปวีร์ลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ลึกเข้าไปในโซนด้านหลังคฤหาสน์ จุดอับสายตาที่มีเพียงแนวกำแพงอิฐเปลือยและร่มเงาทึบของต้นจามจุรีใหญ่
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา สองขาที่ฝืนก้าวก็หมดเรี่ยวแรง หญิงสาวทรุดลงนั่ง แผ่นหลังพิงกำแพงอิฐสากระคาย ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างพังครืนลงมาไม่เป็นท่า
“แม่คะ... ปรางขอโทษ”
น้ำเสียงสั่นพร่าพร้อมหยาดน้ำตาร่วงเผาะลงบนหลังมือ ปรางปวีร์กุมข้อมือซ้ายที่มีรอยแดงช้ำ ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขนแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างหนักหน่วง ความอัดอั้นจากการถูกตราหน้าว่าเป็นกาฝาก ถูกเหยียดหยาม และฟางเส้นสุดท้ายที่บุพการีถูกลากมาระราน กลั่นกรองเป็นหยาดน้ำตาแห่งความปวดร้าว
“ปรางขอโทษที่ปกป้องศักดิ์ศรีของแม่ไม่ได้เลย...”
รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบย่ำลงบนพื้นหินกรวดอย่างหนักหน่วง ตุลย์ผลักประตูหนีไฟตามทิศทางที่เธอวิ่งหนี อารมณ์คุกรุ่นยังคงอัดแน่น เขาไม่ยอมให้ใครเดินหนีตอนที่ยังพูดไม่จบ ยิ่งถูกด่าทอฉีกหน้า เขายิ่งต้องตามไปชำระความ ทว่าเมื่อเดินลึกมาถึงใต้ร่มเงาทึบของต้นจามจุรี ฝีเท้าดุดันกลับชะงักค้าง
ร่างเล็กนั่งขดตัวกอดเข่าอยู่บนพื้นหญ้า ไหล่บางสั่นสะท้านอย่างรุนแรงตามจังหวะสะอื้นไห้
คำขอโทษที่หลุดลอดออกมาไม่ได้ถูกปั้นแต่งเพื่อเรียกร้องความสนใจ การร้องไห้อย่างหนักหน่วงสะท้อนความเจ็บปวดที่แตกสลายออกมาอย่างหมดเปลือก ภาพที่เธอพยายามอธิบายความบริสุทธิ์ใจ แต่เขากลับสาดคำพูดเหยียดหยามและลากแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตมาเหยียบย่ำ ซ้อนทับขึ้นมาในหัว
ชายหนุ่มรู้สึกจุกที่ลำคอ อาการหน่วงลึกเกิดขึ้นกะทันหัน ผู้ชายเย็นชาอย่างเขาไม่เคยรู้สึกผิด แต่กับผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้ปานจะขาดใจตรงนี้ ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกสะใจอย่างที่ควรจะเป็น ชายหนุ่มหลับตาลงชั่ววินาทีเพื่อจัดการกับความว้าวุ่น ก่อนลืมตาขึ้น กำมือแน่น แล้วหันหลังเดินจากไปพร้อมความสับสนในใจ
...
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องนอน ตุลย์รินวิสกี้ใส่แก้วคริสตัล ดื่มรวดเดียวเพื่อดับความพลุ่งพล่าน เขากระแทกแก้วลงบนเคาน์เตอร์ ยกมือเสยผมจนยุ่งเหยิง
"มารยา..." เขาพึมพำ เม้มริมฝีปากแน่น "ก็แค่บีบน้ำตาเรียกร้องความสนใจ"
เขาพยายามบอกตัวเองแบบนั้น ทรุดนั่งริมเตียงพร้อมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออก แม้แอร์ในห้องจะเย็นเฉียบ แต่อากาศรอบตัวกลับร้อนอบอ้าว ภาพแผ่นหลังเล็กๆ ที่สั่นสะท้านใต้ร่มเงาต้นจามจุรียังคงตามหลอกหลอน รอยแดงเถือกบนข้อมือเธอยังฉายชัดในความคิด
"คนอย่างเธอ... มีศักดิ์ศรีอะไรให้ต้องรักษา" ชายหนุ่มเค้นเสียงหยัน พยายามดึงความเย่อหยิ่งกลับมา
เขาเดินไปรินวิสกี้อีกแก้ว คราวนี้จิบช้าๆ เพื่อดึงสติ ทว่าความเงียบกลับยิ่งขับเน้นเสียงสะอื้นปานจะขาดใจของเธอให้ชัดเจนขึ้น
"ทำไมฉันต้องมานั่งคิดเรื่องไร้สาระพวกนี้ด้วย"
เขายอมรับอย่างเสียไม่ได้ว่าคำพูดของตนรุนแรงเกินไป การลากคนตายมาด่าทอไม่ใช่สิ่งที่สุภาพบุรุษควรทำ เขาแค่โกรธที่เธอกล้าฉีกหน้าเขา
ตุลย์ถอนหายใจแรง นวดขมับที่เต้นตุบ ความรู้สึกหน่วงลึกในอกไม่จางหาย กลัวใจตัวเองที่อยากเดินลงไปดูว่าเธอยังร้องไห้อยู่หรือเปล่า แต่ความหยิ่งยโสกลับรั้งขาไว้
"เธอทำสำเร็จแล้วสินะ ปรางปวีร์... ทำให้ฉันประสาทเสียได้ขนาดนี้"
เขาแค่นหัวเราะเยาะความงี่เง่าของตัวเอง เดินไปหยุดริมกระจกใสบานใหญ่ ทอดสายตามองมุมอับในสวนหลังบ้าน พลางถอนหายใจยาวอย่างหัวเสียที่สลัดภาพเธอออกจากหัวไม่ได้
...
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศภายในห้องอาหารเงียบสงบ ท่านประธานตระการนั่งหัวโต๊ะอ่านข่าวเศรษฐกิจ ขณะที่ปรางปวีร์นั่งอยู่มุมไกลสุดของโต๊ะยาว
หญิงสาวในชุดนักศึกษาแต่งหน้าบางเบาเพื่อปกปิดรอยบวมช้ำใต้ตา ท่าทีของเธอนิ่งสงบจนแทบกลืนไปกับความเงียบ
เมื่อตุลย์ก้าวเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลามีร่องรอยความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่ เขานอนไม่หลับเกือบทั้งคืนเพราะมัวแต่หงุดหงิด ชายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามผู้เป็นพ่อแล้วทรุดตัวลงนั่ง ปรายตามองร่างเล็กที่ปลายโต๊ะ
ตามปกติ ทันทีที่เขาปรากฏตัว ปรางปวีร์ต้องมีปฏิกิริยาตอบสนอง ไม่ก้มหน้าหลบตาก็ต้องจับช้อนส้อมแน่น แต่วันนี้ทุกอย่างผิดคาด เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยซ้ำ ยังคงตักซุปเข้าปากเชื่องช้า สายตาจดจ่อกับจาน ราวกับเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่นั้นว่างเปล่า
